รถเมล์ในเยอรมัน: ระบบขนส่งที่ผนวกเข้าด้วยกัน

นี่น่าจะเป็นตอนแรกของชุดบทความรถเมล์ในเยอรมันที่ผมจะพยายามเขียน (เท่าที่นึกออก)

อย่างที่เคยเกริ่นไปว่าผมจะต้องเดินทางไปต่างประเทศแล้วประเทศที่ผมเดินทางมาพักอาศัยในปัจจุบันนี้คือ เยอรมัน ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำด้านวิศวกรรมและมีอีกหลายๆ อย่างที่เป็นผู้นำของโลก สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดเด่นของประเทศนี้ที่ได้ซึมทราบมา (จากการเรียนภาษา หรือการสัมผัสกับคนเยอรมัน) คือการตรงต่อเวลา ทำให้อะไรๆ ในประเทศนี้มีเวลากำกับหมด การเดินทางก็เช่นกัน ที่นี่ค่อนข้างตรงต่อเวลา (แต่ผมก็เคยเจอรถไฟเลื่อนเวลาครึ่งชั่วโมงมาแล้วนะ) ทำให้ระบบขนส่งที่นี่ต้องมีเวลากำกับเส้นทาง ต่อไปผมจะกล่าวถึงระบบขนส่งมวลชนแบบแรกที่ผมได้สัมผัสหลังจากเหยียบพื้นประเทศนี้นั่นคือรถไฟ แล้วจึงจะกล่าวถึงระบบรถเมล์ แล้วจะพยายามชี้ให้เห็นว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างไร

รถไฟ

ตอนมาถึงเยอรมันครั้งแรกก็ได้สัมผัสกับระบบรถไฟซึ่งมีสามแบบคือ

  • รถไฟในเมืองบนดิน (เรียกว่า S-Bahn)
  • รถไฟในเมืองใต้ดิน (เรียกว่า U-Bahn)
  • รถไฟระหว่างเมือง ซึ่งมีหลายประเภทไม่ว่าจะเป็น Regio Bahn, Regio Express, Intercity Express (ICE) และอื่นๆอีก

ซึ่งเมื่อเหยียบสถานีรถไฟครั้งแรก สิ่งที่ต้องทำคือซื้อตั๋วโดยต้องซื้อผ่านตู้จำหน่ายตั๋ว (ไม่มีนายสถานีขายตั๋วแบบบ้านเรานะ) ตั๋วมีหลายประเภท แต่แบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลักคือ ตั๋วบุคคลและตั๋วกลุ่ม 5 คน โดยแบ่งประเภทการเดินทางเป็น เป็นตั๋วเที่ยว และตั๋ววัน ราคาค่าโดยสารก็ตามแต่ประเภทรถที่ขึ้น รถประจำเมืองก็แล้วแต่เมืองว่าจะจัดเก็บค่าโดยสารอย่างไร (อัตราเดียวตลอดสาย หรือแบ่งโซน)

เมื่อซื้อตั๋วก็มารอที่ชานชะลา มีป้ายประกาศเวลาเดินรถชัดเจนระบุเวลาว่าคันต่อไปที่จะมาถึงเป็นเส้นทางอะไร มาถึงในกี่นาที (หรือกี่โมงถ้ามันนานเกิน 10 นาที) เมื่อขึ้นรถจะไม่มีพนักงานเก็บค่าโดยสาร แต่จะมีเพียงนายตรวจที่มาคอยตรวจตั๋วบ้าง (ถ้าไม่เจอก็คือขึ้นฟรี แต่ถ้าเจอแล้วไม่มีตั๋วให้ค่าปรับก็โหดนะ)

สภาพรถไฟก็ค่อนข้างดูดีกว่าบ้านเรา รถที่นี่ไม่ติดเครื่องปรับอากาศ เพราะอากาศค่อนข้างจะเย็นอยู่แล้ว แต่เรื่องมารยาทผู้โดยสารก็มีดีๆ ร้ายๆ ปนๆ กันไป (โดยเฉพาะพวกไปดูบอล ฮาฮา)

รถเมล์

รถเมล์ของที่นี่มีระบบจัดการที่คล้ายๆ รถไฟ คือ

  • มีป้ายรถ ที่ป้ายรถมีบอกสายที่ตรงกว่าบ้านเรา (ทำไมมันยากนักเหรอที่จะใส่เลขสายให้ถูกต้องตามความเป็นจริงกับรถที่วิ่ง?)
  • มีตารางเวลาเดินรถรวมถึงเส้นทางเดินรถในทุกๆ ป้าย ซึ่งจุดนี้บ้านเรายังไม่มี
  • มีแผนที่แสดงว่าป้ายนี้อยู่ตรงไหนของเมือง รวมถึงมีแผนที่แสดงป้ายรถที่มีชื่อเดียวกันในบริเวณใกล้เคียงว่ามีสายใดผ่านบ้าง (กรณีที่เป็นแหล่งใหญ่ ทำให้ต้องซอยป้ายรถเมล์ชื่อเดียวกันออกเป็นหลายป้ายในฝั่งเดียวกัน)
  • และที่สำคัญคือ ป้ายรถทุกป้ายมีชื่อ ซึ่งบ้านเราไม่มี (มีแต่ชื่อที่เรียกกันเอง แต่ไม่สามารถใช้อ้างอิงได้ เพราะบนป้ายรถไม่มีการเขียนชื่อ)

ในตารางเวลาเดินรถ จะบอกเวลาเดินรถทุกเที่ยวที่ผ่านป้ายรถป้ายนั้นว่าสายอะไร เดินทางสุดสาย (หมดระยะ) ที่ไหนจะผ่านมาที่ป้ายนี้กี่โมง ซึ่งโดยปกติมักจะตรงเวลา (ถ้ามาก่อนก็จะหยุดรอ) ซึ่งจากการพักอาศัยมา 2 เดือน ทำให้ผมสามารถยืนยันได้ว่าตารางเวลาเดินรถที่นี่เชื่อถือได้ เราสามารถใช้ข้อมูลนี้วางแผนการเดินทางได้ค่อนข้างแม่นยำ ตารางเดินรถของที่นี่แบ่งวันออกเป็น 3 วัน (เหมือนกับบ้านเรามั้ง?) คือ วันธรรมดา, วันเสาร์, วันอาทิตย์และวันหยุด โดยตามปกติวันธรรมดาจะมีรถวิ่งมากที่สุดรองลงมาก็คือ เสาร์ และวันอาทิตย์และวันหยุดตามลำดับ

สิ่งที่ต่างจากบ้านเราคือ เรามีตารางเวลาช่วงเดินรถประจำสาย แบ่งเป็นช่วงๆ วันละ 4 ช่วง (เช้า, สาย-บ่าย, เย็น, ดึก) โดยไม่สามารถระบุได้ว่ารถจะมาถึงป้ายกี่โมงได้แต่เพียงทราบว่าช่วงเวลานี้จะมีรถวิ่งกี่เที่ยว (แถมไม่ทราบอีกว่าจะเจอรถเสริมเถื่อนไหม) ซึ่งแตกต่างจากที่นี่ เพราะที่นี่สามารถระบุได้ว่ารถจะถึงป้ายไหนในเวลาใด เพราะมีการระบุเวลาถึงป้ายแต่ละป้ายไว้ในเที่ยวรถหมดแล้ว แล้วก็สามารถทำได้จริง อาจจะเพราะวินัยคนขับดี หรือเพราะระบบการจราจรที่ไม่จลาจลเท่าบ้านเรา

มีข้อแตกต่างอีกนิดหน่อยเกี่ยวกับป้ายรถประจำทางคือ บางเมืองป้ายรถประจำทางจะไม่ได้มีตารางเวลาเดินรถแยกให้เป็นสายๆ (เช่นเมืองที่ผมอยู่) แต่บางเมืองจะทำแยกตารางเวลาเดินรถแยกเป็นสายๆ ให้เลย

อาจมีคำถามว่าแล้วมีรถกะสว่างไหม คำตอบก็คือมี แต่จะเป็นเส้นทางที่กำหนดขึ้นใหม่เลย (ดังนั้น ไม่ต้องมองหาสาย 1, สาย 2 กะสว่างเลย) โดยที่นี่จะมีสายที่ขึ้นต้นด้วย N เดินรถในช่วงหลังเที่ยงคืนเป็นต้นไป (มีแค่ 2 เที่ยวต่อคืนเท่านั้น) เช่นสาย N1, N2, N3, ฯลฯ

ระบบเส้นทางเดินรถที่นี่ผมไม่กล้ายืนยันว่าเลขสายมีความหมายหรือไม่ (บ้านเราเหมือนจะเคยมีความหมายแต่ไปๆ มาๆ กลับไร้ความหมายไปเฉยๆ) แต่จากการสังเกตพบว่าสายที่เลขท้ายเหมือนกัน มักจะเดินทางไปยังจุดหมายใกล้เคียงกัน (ต้องดูแผนที่เส้นทางเดินรถแล้วจะเข้าใจ) และสายเดินรถที่นี่ก็คล้ายๆ บ้านเราคือมีการเสริมบ้าง รวมถึงบางสายก็เป็นรถเฉพาะกิจ (วิ่งแค่วันธรรมดา, วิ่งแค่เช้า-เย็น, วิ่งเช้ากับกลางคืนกลางวันไม่มี)

ตัวอย่างเช่นถนนเส้นหนึ่งแถวบ้านมีรถวิ่งสองสาย วันธรรมดาและวันเสาร์สายแรกจะวิ่งเฉพาะตอนเช้า-เย็น (กลางวันตัดเสริมที่อื่นแต่ไม่ผ่านตรงนี้) ตอนกลางวันก็จะเป็นอีกสายหนึ่งมาวิ่งแทน (วิ่งเฉพาะกลางวันด้วย ตอนอื่นตัดเสริมที่อื่น) วันอาทิตย์จะมีแต่สายแรกที่วิ่งส่วนอีกสายตัดเสริมที่อื่น หรืออีกตัวอย่างเช่น รถวงกลมสายหนึ่งของที่นี่ (ที่นี่รถวงกลมจะใช้ตัวอักษร A, B ต่อท้ายเพื่อบอกฝั่ง) วันธรรมดาจะวิ่งเป็นวงกลม แต่พอตกเย็นจะตัดครึ่งวง (คล้ายๆ สาย 54 ที่ไม่ยอมวิ่งไปสุทธิสาร) ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ จะวิ่งครึ่งวงตลอดวัน

อาจจะมีคำถามว่า แล้วที่นี่มีรถแปะป้ายกระดาษแบบเขต 5, 6 ไหม? คำตอบคือมี แต่ดูดีกว่าเยอะ เพราะรถที่นี่ใช้ป้ายไฟฟ้าทำให้สามารถสลับเปลี่ยนเลขสาย, จุดหมายปลายทางได้ง่าย รถบางสายเมื่อหมดระยะอาจจะทำการเปลี่ยนเส้นทางไปวิ่งอีกสายหนึ่งเลย (ดังที่ยกตัวอย่างเส้นวงกลม) ซึ่งกรณีแบบนี้จะถูกระบุไว้บนตารางเดินรถประจำป้ายรถไว้แล้ว (เห็นไหมว่าเขามีระบบกว่าบ้านเราเยอะ)

กลับมาที่ป้ายรถ อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่าที่ป้ายรถจะมีบอกว่าสายอะไรผ่านบ้าง แล้วอาจจะมีคำถามว่าแล้วถ้าป้ายใหญ่เขามีวิธีจัดการอย่างไร (นึกอะไรไม่ออกนึกถึงป้ายอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิฝั่งภัตตาคารพงหลี) เขามีวิธีอย่างไรไม่ให้รถแออัดในหนึ่งป้ายมากเกินไป คำตอบง่ายๆ คือ ซอยป้ายใหญ่ออกเป็นป้ายย่อยแทน เช่นย่านกลางเมืองที่ผมอยู่ จะมีป้ายใหญ่ 2 ป้ายใกล้ๆ กันคือป้ายย่านศูนย์การค้ากลางเมือง และป้ายสถานีรถประจำเมือง (Bushof) ซึ่งระยะของแต่ละป้ายยาวประมาณ 200 เมตร วิธีที่เขาทำคือ แบ่งป้ายฝั่งเดียวกันออกเป็น 2 ป้าย ซึ่งถ้าจะขึ้นรถเมล์สายใดก็ต้องดูที่ป้ายว่าป้ายนั้นมีรถสายใดจอด เพราะรถที่นี่ไม่จอดนอกป้าย แล้วก็ไม่รับโบกให้จอดเสียด้วย

กรณีของสถานีรถประจำเมืองเนื่องจากมันตั้งอยู่ข้างถนน รถที่ผ่านทางบางสายก็จะไม่เข้าไปจอดในสถานี ทำให้ตรงจุดนี้มีป้ายรถถึง 14 ป้ายเลย (นอกสถานีมี 6 ในสถานีมีอีก 8)

แล้วกว่าจะเป็นป้ายรถเมล์ได้ ตารางเวลาเดินรถมาจากไหนล่ะ? คำตอบคือมีหน่วยงานที่ดูแลการขนส่งครับ ก็คล้ายๆ ขนส่งจังหวัดนั่นแหละ แต่ที่นี่เป็นขนส่งของแต่ละรัฐ (ชื่อไม่เหมือนกันเลย) ซึ่งเขาจะเห็นข้อมูลทุกอย่างเลย ตารางเดินรถทุกประเภทหน่วยงานนี้จะเป็นหน่วยงานที่จัดการดูแลทั้งหมด ทำให้ตารางเดินรถที่นี่ไม่มั่ว รถจะมาทิ้งช่วงในระยะเวลาที่เหมาะสม (กลางวันวันธรรมดาคือ 15 นาที หลังจากนั้นคือครึ่งชั่วโมง บางสายที่ไม่สำคัญมากก็เป็น 1 ชั่วโมง) นอกจากนี้ยังมีบริการในการวางแผนการเดินทางด้วยคือเว็บไซต์ของหน่วยงานนี้ เราเพียงกรอกจุดเริ่มต้นการเดินทางของเรา และระบุจุดหมายปลายทาง เลือกวันและเวลาที่ใช้เดินทาง ตัวระบบเว็บจะทำการหาเส้นทางที่สั้นที่สุดและเร็วที่สุดให้เรา อาจจะต้องต่อรถหลายต่อหรือต่อระบบรถไฟระหว่างเมือง ก็สามารถจัดการให้ได้ ซึ่งจากการใช้งานในการเดินทางไปต่างเมืองหลายต่อหลายครั้งก็พบว่าใช้งานได้ดีมาก

แตกต่างจากบ้านเราตรงที่ ถึงแม้จะมีผู้คุมกฏ แต่บ้านเรากฏมันไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยเท่าไร ปฏิบัติตามกันไม่ค่อยได้ ชาวบ้านก็เสียประโยชน์กันไป

ตอนหน้า จะเป็นเรื่องของพาขึ้นรถ บนรถมีอะไร ค่าโดยสารเป็นอย่างไร คนขับเก๋าแค่ไหน แล้วมีกระเป๋ารึเปล่า? ถ้ามีอะไรที่ยังตกหล่นหรืออยากจะให้หยิบมาเขียนก็ทิ้งความคิดเห็นไว้นะครับ หรือถ้าอยากให้ rewrite ตรงส่วนไหนในนี้ก็ทิ้งความคิดเห็นไว้ก็ได้ เพราะผมเขียนในขณะที่งานมันฝืดๆ (หัวตื้อคิดงานไม่ออก)

ขออนุญาตตั้งคำถามแล้วกัน ด้วยความสงสัยจากเรื่องเล่า (ไม่แตกประเด็นที่ยังไม่มี)
1.เห็นว่าการจัดการเรื่องเวลาในการเดินทางค่อนข้างดี มีตาราง เวลาชัดเจน ก็อยากจะให้เปรียบเทียบว่า ระหว่างของ ขสมก. กับที่นั่น ในแง่ของการบริหารเวลา มันเหมือนกัน แตกต่าง กันในจุดใดบ้าง มีปัจจัยใดๆเกี่ยวข้องทั้งที่ควบคุมได้และไม่ได้บ้าง
2.ทำไมการจัดการเดินรถของเขาถึงได้เวลาค่อนข้างมาตรฐาน คิดว่าเป็นเพราะระบบที่เขาจัดการดี หรือผู้ปฏิบัติงานที่ดี
3.ทำไมประเทศเขาถึงไม่ต้องมีกระเป๋ารถเมล์คอยเก็บสตางค์แต่ในขณะที่ขสมก.ยังคงจำเป็นต้องมี เกี่ยวข้องกับความมีวินัยของคนประเทศเขาหรือไม่
4.ป้าย 200 เมตรนี่เป็นป้ายรถเมล์ขนาดใหญ่ เข้าใจว่าคงคล้ายๆ Terminal แต่ระหว่างทางที่แต่ละสายไปนั่น มีการไม่จอด/จอดป้ายไหนบ้างหรือไม่

  1. บ้านเรามีตารางเวลาเดินรถ แต่เราไม่เคยรับรู้ว่ามี (ที่มีแค่บอกว่า ช่วงนี้ถึงนี้ต้องมีรถกี่เที่ยว) แต่ที่นี่ระบุเวลาว่า 9.18 สาย 33 หมดระยะ Uniklinik มา 9.33 สาย 33 หมดระยะ Vaals มา
  2. เข้าใจว่าระบบดี และผู้ปฏิบัติดี (ยังไม่ได้เล่าว่าเก็บค่าโดยสารกันอย่างไร รวมถึงเรื่องระบบตั๋ว)
  3. คนขับเก็บค่าโดยสารตอนขึ้นรถ รถไฟซื้อตั๋วจากตู้ (ค่าปรับแรง!)
  4. ก็ถือว่าป้ายสองป้ายนั้นเป็น Terminal ประจำเมืองได้นะ แต่ทุกทางแยกปกติจะมีป้ายรถชื่อเดียวกัน 4 ป้ายอยู่แล้ว ถ้าเป็นป้ายธรรมดาๆ อย่างเก่งก็มี 2 ป้าย (คนละฝั่งกันฝั่งละป้าย)

Post new comment

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.
CAPTCHA
This question is for testing whether you are a human visitor and to prevent automated spam submissions.