ประเภทของเนื้อหาUser loginWho's onlineThere are currently 0 users and 35 guests online.
|
รถเมล์ในเยอรมัน: ระบบขนส่งที่ผนวกเข้าด้วยกันนี่น่าจะเป็นตอนแรกของชุดบทความรถเมล์ในเยอรมันที่ผมจะพยายามเขียน (เท่าที่นึกออก) อย่างที่เคยเกริ่นไปว่าผมจะต้องเดินทางไปต่างประเทศแล้วประเทศที่ผมเดินทางมาพักอาศัยในปัจจุบันนี้คือ เยอรมัน ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำด้านวิศวกรรมและมีอีกหลายๆ อย่างที่เป็นผู้นำของโลก สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดเด่นของประเทศนี้ที่ได้ซึมทราบมา (จากการเรียนภาษา หรือการสัมผัสกับคนเยอรมัน) คือการตรงต่อเวลา ทำให้อะไรๆ ในประเทศนี้มีเวลากำกับหมด การเดินทางก็เช่นกัน ที่นี่ค่อนข้างตรงต่อเวลา (แต่ผมก็เคยเจอรถไฟเลื่อนเวลาครึ่งชั่วโมงมาแล้วนะ) ทำให้ระบบขนส่งที่นี่ต้องมีเวลากำกับเส้นทาง ต่อไปผมจะกล่าวถึงระบบขนส่งมวลชนแบบแรกที่ผมได้สัมผัสหลังจากเหยียบพื้นประเทศนี้นั่นคือรถไฟ แล้วจึงจะกล่าวถึงระบบรถเมล์ แล้วจะพยายามชี้ให้เห็นว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างไร รถไฟตอนมาถึงเยอรมันครั้งแรกก็ได้สัมผัสกับระบบรถไฟซึ่งมีสามแบบคือ
ซึ่งเมื่อเหยียบสถานีรถไฟครั้งแรก สิ่งที่ต้องทำคือซื้อตั๋วโดยต้องซื้อผ่านตู้จำหน่ายตั๋ว (ไม่มีนายสถานีขายตั๋วแบบบ้านเรานะ) ตั๋วมีหลายประเภท แต่แบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลักคือ ตั๋วบุคคลและตั๋วกลุ่ม 5 คน โดยแบ่งประเภทการเดินทางเป็น เป็นตั๋วเที่ยว และตั๋ววัน ราคาค่าโดยสารก็ตามแต่ประเภทรถที่ขึ้น รถประจำเมืองก็แล้วแต่เมืองว่าจะจัดเก็บค่าโดยสารอย่างไร (อัตราเดียวตลอดสาย หรือแบ่งโซน) เมื่อซื้อตั๋วก็มารอที่ชานชะลา มีป้ายประกาศเวลาเดินรถชัดเจนระบุเวลาว่าคันต่อไปที่จะมาถึงเป็นเส้นทางอะไร มาถึงในกี่นาที (หรือกี่โมงถ้ามันนานเกิน 10 นาที) เมื่อขึ้นรถจะไม่มีพนักงานเก็บค่าโดยสาร แต่จะมีเพียงนายตรวจที่มาคอยตรวจตั๋วบ้าง (ถ้าไม่เจอก็คือขึ้นฟรี แต่ถ้าเจอแล้วไม่มีตั๋วให้ค่าปรับก็โหดนะ) สภาพรถไฟก็ค่อนข้างดูดีกว่าบ้านเรา รถที่นี่ไม่ติดเครื่องปรับอากาศ เพราะอากาศค่อนข้างจะเย็นอยู่แล้ว แต่เรื่องมารยาทผู้โดยสารก็มีดีๆ ร้ายๆ ปนๆ กันไป (โดยเฉพาะพวกไปดูบอล ฮาฮา) รถเมล์รถเมล์ของที่นี่มีระบบจัดการที่คล้ายๆ รถไฟ คือ
ในตารางเวลาเดินรถ จะบอกเวลาเดินรถทุกเที่ยวที่ผ่านป้ายรถป้ายนั้นว่าสายอะไร เดินทางสุดสาย (หมดระยะ) ที่ไหนจะผ่านมาที่ป้ายนี้กี่โมง ซึ่งโดยปกติมักจะตรงเวลา (ถ้ามาก่อนก็จะหยุดรอ) ซึ่งจากการพักอาศัยมา 2 เดือน ทำให้ผมสามารถยืนยันได้ว่าตารางเวลาเดินรถที่นี่เชื่อถือได้ เราสามารถใช้ข้อมูลนี้วางแผนการเดินทางได้ค่อนข้างแม่นยำ ตารางเดินรถของที่นี่แบ่งวันออกเป็น 3 วัน (เหมือนกับบ้านเรามั้ง?) คือ วันธรรมดา, วันเสาร์, วันอาทิตย์และวันหยุด โดยตามปกติวันธรรมดาจะมีรถวิ่งมากที่สุดรองลงมาก็คือ เสาร์ และวันอาทิตย์และวันหยุดตามลำดับ สิ่งที่ต่างจากบ้านเราคือ เรามีตารางเวลาช่วงเดินรถประจำสาย แบ่งเป็นช่วงๆ วันละ 4 ช่วง (เช้า, สาย-บ่าย, เย็น, ดึก) โดยไม่สามารถระบุได้ว่ารถจะมาถึงป้ายกี่โมงได้แต่เพียงทราบว่าช่วงเวลานี้จะมีรถวิ่งกี่เที่ยว (แถมไม่ทราบอีกว่าจะเจอรถเสริมเถื่อนไหม) ซึ่งแตกต่างจากที่นี่ เพราะที่นี่สามารถระบุได้ว่ารถจะถึงป้ายไหนในเวลาใด เพราะมีการระบุเวลาถึงป้ายแต่ละป้ายไว้ในเที่ยวรถหมดแล้ว แล้วก็สามารถทำได้จริง อาจจะเพราะวินัยคนขับดี หรือเพราะระบบการจราจรที่ไม่จลาจลเท่าบ้านเรา มีข้อแตกต่างอีกนิดหน่อยเกี่ยวกับป้ายรถประจำทางคือ บางเมืองป้ายรถประจำทางจะไม่ได้มีตารางเวลาเดินรถแยกให้เป็นสายๆ (เช่นเมืองที่ผมอยู่) แต่บางเมืองจะทำแยกตารางเวลาเดินรถแยกเป็นสายๆ ให้เลย อาจมีคำถามว่าแล้วมีรถกะสว่างไหม คำตอบก็คือมี แต่จะเป็นเส้นทางที่กำหนดขึ้นใหม่เลย (ดังนั้น ไม่ต้องมองหาสาย 1, สาย 2 กะสว่างเลย) โดยที่นี่จะมีสายที่ขึ้นต้นด้วย N เดินรถในช่วงหลังเที่ยงคืนเป็นต้นไป (มีแค่ 2 เที่ยวต่อคืนเท่านั้น) เช่นสาย N1, N2, N3, ฯลฯ ระบบเส้นทางเดินรถที่นี่ผมไม่กล้ายืนยันว่าเลขสายมีความหมายหรือไม่ (บ้านเราเหมือนจะเคยมีความหมายแต่ไปๆ มาๆ กลับไร้ความหมายไปเฉยๆ) แต่จากการสังเกตพบว่าสายที่เลขท้ายเหมือนกัน มักจะเดินทางไปยังจุดหมายใกล้เคียงกัน (ต้องดูแผนที่เส้นทางเดินรถแล้วจะเข้าใจ) และสายเดินรถที่นี่ก็คล้ายๆ บ้านเราคือมีการเสริมบ้าง รวมถึงบางสายก็เป็นรถเฉพาะกิจ (วิ่งแค่วันธรรมดา, วิ่งแค่เช้า-เย็น, วิ่งเช้ากับกลางคืนกลางวันไม่มี) ตัวอย่างเช่นถนนเส้นหนึ่งแถวบ้านมีรถวิ่งสองสาย วันธรรมดาและวันเสาร์สายแรกจะวิ่งเฉพาะตอนเช้า-เย็น (กลางวันตัดเสริมที่อื่นแต่ไม่ผ่านตรงนี้) ตอนกลางวันก็จะเป็นอีกสายหนึ่งมาวิ่งแทน (วิ่งเฉพาะกลางวันด้วย ตอนอื่นตัดเสริมที่อื่น) วันอาทิตย์จะมีแต่สายแรกที่วิ่งส่วนอีกสายตัดเสริมที่อื่น หรืออีกตัวอย่างเช่น รถวงกลมสายหนึ่งของที่นี่ (ที่นี่รถวงกลมจะใช้ตัวอักษร A, B ต่อท้ายเพื่อบอกฝั่ง) วันธรรมดาจะวิ่งเป็นวงกลม แต่พอตกเย็นจะตัดครึ่งวง (คล้ายๆ สาย 54 ที่ไม่ยอมวิ่งไปสุทธิสาร) ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ จะวิ่งครึ่งวงตลอดวัน อาจจะมีคำถามว่า แล้วที่นี่มีรถแปะป้ายกระดาษแบบเขต 5, 6 ไหม? คำตอบคือมี แต่ดูดีกว่าเยอะ เพราะรถที่นี่ใช้ป้ายไฟฟ้าทำให้สามารถสลับเปลี่ยนเลขสาย, จุดหมายปลายทางได้ง่าย รถบางสายเมื่อหมดระยะอาจจะทำการเปลี่ยนเส้นทางไปวิ่งอีกสายหนึ่งเลย (ดังที่ยกตัวอย่างเส้นวงกลม) ซึ่งกรณีแบบนี้จะถูกระบุไว้บนตารางเดินรถประจำป้ายรถไว้แล้ว (เห็นไหมว่าเขามีระบบกว่าบ้านเราเยอะ) กลับมาที่ป้ายรถ อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่าที่ป้ายรถจะมีบอกว่าสายอะไรผ่านบ้าง แล้วอาจจะมีคำถามว่าแล้วถ้าป้ายใหญ่เขามีวิธีจัดการอย่างไร (นึกอะไรไม่ออกนึกถึงป้ายอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิฝั่งภัตตาคารพงหลี) เขามีวิธีอย่างไรไม่ให้รถแออัดในหนึ่งป้ายมากเกินไป คำตอบง่ายๆ คือ ซอยป้ายใหญ่ออกเป็นป้ายย่อยแทน เช่นย่านกลางเมืองที่ผมอยู่ จะมีป้ายใหญ่ 2 ป้ายใกล้ๆ กันคือป้ายย่านศูนย์การค้ากลางเมือง และป้ายสถานีรถประจำเมือง (Bushof) ซึ่งระยะของแต่ละป้ายยาวประมาณ 200 เมตร วิธีที่เขาทำคือ แบ่งป้ายฝั่งเดียวกันออกเป็น 2 ป้าย ซึ่งถ้าจะขึ้นรถเมล์สายใดก็ต้องดูที่ป้ายว่าป้ายนั้นมีรถสายใดจอด เพราะรถที่นี่ไม่จอดนอกป้าย แล้วก็ไม่รับโบกให้จอดเสียด้วย กรณีของสถานีรถประจำเมืองเนื่องจากมันตั้งอยู่ข้างถนน รถที่ผ่านทางบางสายก็จะไม่เข้าไปจอดในสถานี ทำให้ตรงจุดนี้มีป้ายรถถึง 14 ป้ายเลย (นอกสถานีมี 6 ในสถานีมีอีก 8) แล้วกว่าจะเป็นป้ายรถเมล์ได้ ตารางเวลาเดินรถมาจากไหนล่ะ? คำตอบคือมีหน่วยงานที่ดูแลการขนส่งครับ ก็คล้ายๆ ขนส่งจังหวัดนั่นแหละ แต่ที่นี่เป็นขนส่งของแต่ละรัฐ (ชื่อไม่เหมือนกันเลย) ซึ่งเขาจะเห็นข้อมูลทุกอย่างเลย ตารางเดินรถทุกประเภทหน่วยงานนี้จะเป็นหน่วยงานที่จัดการดูแลทั้งหมด ทำให้ตารางเดินรถที่นี่ไม่มั่ว รถจะมาทิ้งช่วงในระยะเวลาที่เหมาะสม (กลางวันวันธรรมดาคือ 15 นาที หลังจากนั้นคือครึ่งชั่วโมง บางสายที่ไม่สำคัญมากก็เป็น 1 ชั่วโมง) นอกจากนี้ยังมีบริการในการวางแผนการเดินทางด้วยคือเว็บไซต์ของหน่วยงานนี้ เราเพียงกรอกจุดเริ่มต้นการเดินทางของเรา และระบุจุดหมายปลายทาง เลือกวันและเวลาที่ใช้เดินทาง ตัวระบบเว็บจะทำการหาเส้นทางที่สั้นที่สุดและเร็วที่สุดให้เรา อาจจะต้องต่อรถหลายต่อหรือต่อระบบรถไฟระหว่างเมือง ก็สามารถจัดการให้ได้ ซึ่งจากการใช้งานในการเดินทางไปต่างเมืองหลายต่อหลายครั้งก็พบว่าใช้งานได้ดีมาก แตกต่างจากบ้านเราตรงที่ ถึงแม้จะมีผู้คุมกฏ แต่บ้านเรากฏมันไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยเท่าไร ปฏิบัติตามกันไม่ค่อยได้ ชาวบ้านก็เสียประโยชน์กันไป ตอนหน้า จะเป็นเรื่องของพาขึ้นรถ บนรถมีอะไร ค่าโดยสารเป็นอย่างไร คนขับเก๋าแค่ไหน แล้วมีกระเป๋ารึเปล่า? ถ้ามีอะไรที่ยังตกหล่นหรืออยากจะให้หยิบมาเขียนก็ทิ้งความคิดเห็นไว้นะครับ หรือถ้าอยากให้ rewrite ตรงส่วนไหนในนี้ก็ทิ้งความคิดเห็นไว้ก็ได้ เพราะผมเขียนในขณะที่งานมันฝืดๆ (หัวตื้อคิดงานไม่ออก)
Submitted by ezybzy on Mon, 2009-05-25 19:31.
categories [ ] |
ขออนุญาตตั้งคำถามแล้วกัน ด้วยความสงสัยจากเรื่องเล่า (ไม่แตกประเด็นที่ยังไม่มี)
1.เห็นว่าการจัดการเรื่องเวลาในการเดินทางค่อนข้างดี มีตาราง เวลาชัดเจน ก็อยากจะให้เปรียบเทียบว่า ระหว่างของ ขสมก. กับที่นั่น ในแง่ของการบริหารเวลา มันเหมือนกัน แตกต่าง กันในจุดใดบ้าง มีปัจจัยใดๆเกี่ยวข้องทั้งที่ควบคุมได้และไม่ได้บ้าง
2.ทำไมการจัดการเดินรถของเขาถึงได้เวลาค่อนข้างมาตรฐาน คิดว่าเป็นเพราะระบบที่เขาจัดการดี หรือผู้ปฏิบัติงานที่ดี
3.ทำไมประเทศเขาถึงไม่ต้องมีกระเป๋ารถเมล์คอยเก็บสตางค์แต่ในขณะที่ขสมก.ยังคงจำเป็นต้องมี เกี่ยวข้องกับความมีวินัยของคนประเทศเขาหรือไม่
4.ป้าย 200 เมตรนี่เป็นป้ายรถเมล์ขนาดใหญ่ เข้าใจว่าคงคล้ายๆ Terminal แต่ระหว่างทางที่แต่ละสายไปนั่น มีการไม่จอด/จอดป้ายไหนบ้างหรือไม่
Post new comment