ประเภทของเนื้อหาUser loginWho's onlineThere are currently 0 users and 16 guests online.
|
รถเมล์ในเยอรมัน: พาขึ้นรถตอนที่แล้วเล่าเรื่องระบบข้างล่างรถ ตอนนี้ผมจะพาขึ้นรถแล้ว วิธีขึ้นรถที่นี่ก็น่าจะเหมือนกับทุกที่ในโลก คือ ไปรอที่ป้ายรถเมล์ รอว่ารถสายที่ต้องการจะมาเมื่อใดแล้วก็ก้าวขึ้นไป ที่ต่างไปหน่อยก็ตรงที่เราพอจะทราบได้คร่าวๆ ว่ารถสายที่เราต้องการมันจะมาไหมและเมื่อไรโดยดูจากตารางเวลาเดินรถ ซึ่งต่างเมืองก็มีรูปแบบที่ต่างกันไป เช่นเมืองที่ผมอยู่ ทุกอย่างจะถูกยัดอยู่ในป้ายป้ายเดียว (ไม่ได้หมายความว่า A3 ใบเดียวเก็บรายละเอียดได้ทุกอย่างนะ) แต่ต่างเมืองที่ได้ไปเยือน บางเมืองเขาก็แยกตารางเวลาเดินรถเป็นสายละใบ แต่ที่เมืองนั้นเข้าใจว่าระบบบริหารจัดการดีทำให้ป้ายรถป้ายหนึ่งมีรถผ่านเพียงไม่กี่สาย (มิเช่นนั้นมันคงรกน่าดู) พอก้าวขึ้นรถ สิ่งแรกที่เราจะได้พบคือ พนักงานขับรถ ที่นี่พนักงานขับรถจะทำหน้าที่เป็นพนักงานเก็บค่าโดยสารด้วย เราต้องขึ้นรถจากประตูหน้า (ที่นี่เขาเป็นระบบ คนที่ต้องเสียค่าโดยสารเขาจะรู้ตัวเองว่าต้องไปจ่ายค่าโดยสาร) แล้วก็แจ้งพนักงานว่าจะไปลงรถที่ไหน แล้วก็คิดอัตราค่าโดยสารกันไป ต่างเมืองก็ต่างอัตราค่าโดยสาร เมืองที่ผมอยู่เก็บค่าโดยสารเป็นช่วงๆ ผมไม่แน่ใจราคา (เพราะไม่เคยเสียค่าโดยสารเอง) ค่าโดยสารยังแบ่งออกเป็นค่าโดยสารส่วนบุคคล และค่าโดยสารแบบกลุ่ม รวมถึงยังมีเป็นตั๋วเที่ยวและตั๋ววันด้วย สำหรับอัตราค่าโดยสารแบบคร่าวๆ (แค่ให้ข้อมูล) พูดได้ว่าแพงกว่าบ้านเรามาก (ขึ้นทีนึกว่าขึ้นแท็กซี่ หรือขึ้นรถไฟฟ้าจากต้นทางไปปลายทางเล่น) นอกจากการเสียค่าโดยสารตามปกติแล้ว ยังมีตั๋วลดหย่อนสารพัด เช่นตั๋วที่ผมใช้อยู่เป็นตั๋วนักเรียน (ของรัฐ) ใช้ขึ้นรถโดยสารแทบทุกประเภทในรัฐได้ไม่เสียค่าโดยสาร นั่นจึงเป็นเหตุที่ทำให้ผมไม่เคยเสียค่าโดยสารเลย (แต่ตั๋วนี้ไม่ได้ได้มาฟรีนะ) หรืออีกตัวอย่างคือตั๋วผู้สูงอายุก็ใช้ขึ้นรถโดยไม่ต้องเสียค่าโดยสารเช่นกัน เมื่อเดินเข้าไปในตัวรถถัดจากพนักงานขับรถ จะเป็นส่วนของที่นั่งสำรอง (แล้วแต่ประเภทรถ) โซนบริเวณนี้จะเป็นที่นั่งผู้สูงอายุรวมถึงผู้ทุกขพลภาพอื่นๆ เลยไปอีกนิดบริเวณบันไดลงรถจะเป็นลานกว้างไว้สำหรับรถเข็นทุกประเภท (รถเข็นผู้พิการ, รถเข็นเด็ก) ที่เหลือก็เป็นที่นั่งปกติ ย้อนกลับมาที่ตัวรถ รถที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นรถพ่วง บางสายอาจจะพ่วงถึงสามตอนเลย แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นพ่วงสองตอน ยี่ห้อก็เป็นที่เราคุ้นเคย ทั้งเขาผู้ชาย (แมน) และเมอซิเดสเบนซ์ สภาพโดยรวมก็ไม่ต่างจากบ้านเราเท่าไร แต่รู้สึกได้ว่ามันสะอาดกว่า และเกรียนน้อยกว่า (ไม่มีข้อความฝากรักบนเบาะที่นั่ง หรือเบาะถูกกรีดจนไม่เหลือสภาพ) การยกระดับของตัวรถกับพื้นถนนค่อนข้างต่ำมาก เรียกได้ว่าแทบจะพอดีกับระดับฟุตบาทเลย (สูงกว่านิดหน่อยให้ต้องก้าวขึ้น แต่ไม่ได้เป็นบันไดสามขั้นแบบบ้านเรา ไม่เข้าใจว่าจะทำสูงไปทำไม) นอกจากนี้ถ้ามีผู้พิการต้องการเข็นรถขึ้นมา รถยังสามารถเอียงลดระดับลงให้พอดีกับระดับฟุตบาท ให้ผู้พิการสามารถดันรถเข็นขึ้นรถได้ด้วยตัวเองอีกด้วย (บ้านเราไอ้รถ 4 คันนั้นใช้ได้จริงซักกี่ครั้งเชียว แล้วกว่าจะใช้ได้ต้องล็อคโน่นล็อคนี่เสียเวลาทำกิน) มาถึงมารยาทบนรถ บนรถมีป้ายแปะเตือนเรื่องมารยาทไว้นิดหน่อย (จริงๆ ที่นี่มีเด็กแว้นเยอะกว่าที่คิดนะ) โดยสิ่งที่อยู่บนป้ายนั้นคือ ห้ามกิน (เลอะเทอะ), ห้ามเปิดเพลงเสียงดัง, ห้ามทำลายทรัพย์สินบนรถ เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งมีวัยรุ่นขึ้นมาไปนั่งเบาะท้าย แล้วก็เปิดเพลงโทรศัพท์มือถือเสียงดัง (คนมองกันทั้งรถ) พนักงานขับรถก็เรียกเจ้าวัยรุ่นคนดังกล่าวมาตักเตือน ซึ่งเขาก็ยอมรับโดยดี (ฟังไม่ออกหรอกว่าคุยอะไรกัน แต่คาดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะเจ้านั่นก็ปิดเพลงแล้วก็อยู่เงียบๆ ไป) พนักงานขับรถที่นี่ผมคิดว่าค่อนข้างมีมารยาท (คงไม่ต่างจากบ้านเรามั้ง แต่ไม่เคยเห็นออกอากาศด่าพ่อล่อแม่ผู้โดยสารแบบบางคนที่บ้านเรา) และขับรถได้เก่ง ที่ชมตรงนี้เพราะว่าถนนที่นี่มันต่างจากบ้านเรา เมืองที่ผมอยู่เป็นเมืองที่อยู่ในหุบเขา ดังนั้นสภาพทางกายภาพจะค่อนข้างขึ้นๆ ลงๆ ขับขึ้นเขาลงเขาบ่อย ถนนทั้งเมืองบางช่วงก็มีแค่สองเลน (แถมมีรถจอดข้างทางอีก) แต่เชื่อไหมว่าถนนแบบนี้เขาเอารถพ่วงไปวิ่งกัน! ลองคิดดูว่าขับๆ ไป อ้าวเจอรถจอดจะทำอย่างไร แล้วถ้าไปถึงทางแยกที่เป็นสองเลนแล้วต้องเลี้ยวจะทำอย่างไร ไม่มีปัญหาเลยสำหรับพนักงานขับรถที่นี่ พวกเขา (ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย) สามารถขับรถในสภาพดังกล่าวโดยไม่จำเป็นต้องชะลอความเร็ว แล้วเราก็รู้สึกได้ถึงความปลอดภัย อาจมีคำถามว่า เออแล้วมีพนักงานขับรถที่ไม่ยอมเข้าป้ายไหม คำตอบก็คือมี แต่โดยสภาพถนนของที่นี่การไม่เข้าป้ายมันเกิดขึ้นได้ยาก เพราะมันเหมือนจะมีเลนบางเลนเป็นเลนสงวนของรถเมล์อยู่แล้ว ทำให้ค่อนข้างยากที่จะปฏิเสธการเข้าป้าย แต่ก็มีเหมือนกันที่ป้ายนั้นมันไม่มีคนจริงๆ แล้วเขาขี้เกียจเข้า (ก็มันดึกแล้วนี่ คนลงก็ไม่มี คนขึ้นก็ไม่มี) ก็อาจจะมีการลักไก่บ้าง เอาหล่ะขอลงจากรถจะทำอย่างไร ทั่วรถมีกริ่งครับ กริ่งถูกติดตั้งไว้ตามเสาทั่วคันรถ กดกี่ทีก็ได้ บางคันกดแล้วก็จะมีเสียงบี้บสั้นๆ แผ่วๆ พอให้รู้ว่ากด แล้วป้ายไฟบนรถก็จะติดบอกว่า มีคนจะลง แล้วพอถึงป้ายก็จะได้ลงเอง มีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมไม่ได้กล่าวคือ การบอกเส้นทางบนรถ ที่นี่มีสิ่งที่ไม่มีในเมืองไทยอย่างหนึ่ง (แต่มีในระบบขนส่งอื่นๆ) คือ การประกาศป้ายต่อไปบนรถโดยสาร ซึ่งมีหลายวิธี รถบางรุ่นมีจอทีวีแสดงเส้นทางเดินรถ สามารถบอกล่วงหน้าได้ 4 ป้ายจากปัจจุบันว่าต่อไปจะเป็นป้ายอะไร แล้วก็มีเสียงประกาศบอกชื่อป้ายถัดไป รถรุ่นที่เก่าลงมาหน่อยก็จะมีป้ายไฟบอกชื่อป้ายต่อไป (ขึ้นได้แค่ป้ายเดียว) พร้อมเสียงประกาศ รถรุ่นที่เก่ากว่านั้นก็จะมีแค่เสียงประกาศ ทำให้การเดินทางที่นี่ถ้ารู้แค่ว่าต้องไปลงป้ายไหนก็ไปได้แล้ว ไม่ต้องตื่นเต้นกับการไปต่างถิ่นมากนัก (อย่างน้อยก็ลงถูกป้าย ขอแค่ขึ้นรถให้ถูกฝั่งก็พอ) สุดท้ายก่อนจะจบ สงสัยใช่ไหมว่าทั้งหมดนี้เขาทำได้อย่างไร เขามีส่วนที่ดูแลจัดการพวกนี้เพียงหนึ่งเดียว (เหมือน ขสมก.) แต่เขาไม่ได้มีบริษัทรถร่วมเยอะแยะเหมือนบ้านเรา (อาจจะมีก็ได้ แต่เขามีความเป็นหนึ่งเดียวกัน มากกว่าที่เป็นที่บ้านเรา) ทำให้เขาสามารถบังคับมาตรการมาตรฐานหลายๆ อย่างกับรถที่ให้บริการได้ ตอนหน้ายังนึกไม่ออกจะเขียนอะไร แต่น่าจะเป็นตอนสุดท้าย อย่างไรก็ทิ้งความเห็นไว้ได้แล้วจะหาเรื่องที่หลงๆ ลืมๆ มาเขียน
Submitted by ezybzy on Fri, 2009-05-29 13:41.
categories [ ] |
5555+ เคลียทุกอย่างชัดเจน
ว่าแต่รถพ่วงสามตอน มันเป็นยังไงหว่า ไม่เคยเห็นตัวเป็นๆ คงจะขับยากน่าดู
สาเหตุที่รถบ้านเขามันโหลดได้ เพราะว่าช่วงล่างระบบถุงลมครับ (จริงๆรถบ้านเราพวกยูโรมันก็เป็นนะ)ซึ่งมันปรับได้ ก็กดลงซะแค่นั้นเอง มันก็ต่ำพอที่จะเข็นรถเข็นขึ้นไปได้ แต่ต้องยกรถก่อนไม่งั้นคงวิ่งแล้วติดแน่ๆ ส่วนบ้างเรา แค่แอร์บางทียังปรับเองไม่ได้เลย เอาอะไรกับระบบรถที่ปรับช่วงล่างเองได้
ประเทศที่พัฒนาแล้ว กับประเทศกำลังพัฒนา(ไปอีกสิบชาติ) ยังไงมันก็ไม่เหมือนกันอยู่ดี
ไอเดียที่ดีอีกจุดคือ Monitor เส้นทาง คิดว่าจะมีประโยชน์มากๆ หากจะนำมาใช้กับบ้านเรา มากกว่าการ (said):ป้ายหน้าสาวรีย์มีลงเตรียมตัวเลยค่า ..... ป้ายด้วยป้ายด้วย เข้าใจว่าการ Monitor อาจจะมีระบบ GPS เข้ามาเกี่ยวข้อง สามารถประเมินได้ว่า รถจะถึงในอีกกี่นาที (โดยประมาณ) ทำงานโดยอัตโนมัติของมันเอง และอาจมีการด่าพนักงานด้วยว่าไม่จอดป้าย (หาก Program เข้าไป)
ตอนหน้าอย่าลืมรูปภาพปลากรอบ(ภาพประกอบ)ด้วย
โอ้วววว เหมือนได้ไปนั่งเองเลย 5555
Post new comment